เกี่ยวกับเรา…เพิ่มเติ่ม

สวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคม

จากสวนส้ม 17 ไร่ สู่สวนส้ม 32 ไร่ กับเรื่องราวกว่า 20 ปีของการเรียนรู้ ความพยายาม และการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

สวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคม คือสวนส้มของครอบครัวที่เริ่มต้นจากความตั้งใจของ ลุงอาคม จองวงค์ และภรรยา นางบัวคำ ตุ่มอ้าย ในปี พ.ศ. 2546 จากพื้นที่เริ่มต้นประมาณ 17ไร่ ทั้งสองได้ร่วมกันบุกเบิกการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งด้วยความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น

จุดเริ่มต้นของสวนไม่ได้เกิดขึ้นจากความพร้อมทุกด้าน แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างอาชีพด้วยตนเอง ในช่วงแรกครอบครัวต้องใช้เงินทุนจากสหกรณ์เพื่อเริ่มต้นกิจการ และเนื่องจากในเวลานั้นยังไม่มีโอกาสได้รับการอบรมหรือคำแนะนำด้านการทำสวนส้มอย่างเป็นระบบ การดูแลสวนจึงอาศัยภูมิปัญญาและความรู้จากประสบการณ์ของคนทำเกษตรในสมัยก่อน ผสมผสานกับการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงและการลองผิดลองถูก

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของสวน และเป็นประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี


จุดเริ่มต้นจาก 17 ไร่

ในปี พ.ศ. 2546 ลุงอาคม จองวงค์ ได้เริ่มต้นทำสวนส้มสายน้ำผึ้งบนพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ โดยตั้งใจปลูกส้มสายน้ำผึ้งตั้งแต่เริ่มต้น

พันธุ์ส้มที่นำมาปลูกในช่วงแรกจัดหามาจากจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนนำมาพัฒนาต่อภายในสวน โดยลุงอาคมและภรรยาเป็นผู้ดูแลสวนด้วยตนเองเป็นหลัก

ในช่วงเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงเรื่องเงินทุนหรือพื้นที่ แต่คือการเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ต้นส้มเติบโต ให้ผลผลิตดี และสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้

ด้วยข้อจำกัดด้านความรู้ในเวลานั้น การทำสวนจึงเต็มไปด้วยการสังเกต ทดลอง และปรับเปลี่ยนวิธีการตามประสบการณ์ที่พบเจอจริงในแต่ละช่วง

จากความไม่รู้ในวันแรก ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นความรู้ที่เกิดจากการลงมือทำจริง


เรียนรู้ด้วยสองมือ และเติบโตจากประสบการณ์

ช่วงแรกของการทำสวน ลุงอาคมและภรรยาต้องอาศัยความรู้ด้านการเกษตรที่มีอยู่เดิม ประกอบกับภูมิปัญญาของคนในยุคนั้น เพราะยังไม่มีการอบรมหรือระบบความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายเหมือนในปัจจุบัน การทำสวนจึงเป็นกระบวนการของการ ลองผิด ลองถูก เรียนรู้ และปรับปรุง

ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นบทเรียน ทุกฤดูกาลเป็นประสบการณ์ใหม่ และทุกครั้งที่ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็กลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้วิธีดูแลสวนให้ดีขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในช่วงปีแรก ๆ แต่ถูกสะสมอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับต้นส้ม ดิน น้ำ สภาพอากาศ และการดูแลสวนที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของคนทำสวน


จากพ่อค้าคนกลาง สู่การเข้าถึงตลาดด้วยตัวเอง

ในช่วงแรก ผลผลิตของสวนส่วนใหญ่จำหน่ายผ่าน พ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสำหรับเกษตรกรในเวลานั้นแต่ลุงอาคมไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรอให้พ่อค้ามารับซื้อด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองและเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น ลุงอาคมได้พยายามขนผลผลิตไปจำหน่ายด้วยตัวเองที่ โรงแว็ค เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่มีระดับสูงขึ้นการเดินทางไปหาตลาดด้วยตัวเองในช่วงเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนแนวคิดของลุงอาคม คือการพยายามสร้างโอกาสด้วยตัวเอง และค่อย ๆ ขยับระดับตลาดขึ้นไปทีละขั้นประสบการณ์จากการขายผลผลิตด้วยตัวเองทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องตลาด ลูกค้า ราคา และคุณค่าของผลผลิตมากขึ้น


ช่วงเวลาที่สวนเริ่มเติบโต

ในช่วงแรกของการทำสวน สภาพตลาดยังเอื้ออำนวยต่อผู้ปลูกส้ม เนื่องจากจำนวนผู้ทำสวนส้มยังมีไม่มาก ทำให้การแข่งขันในตลาดไม่สูงเท่ากับในปัจจุบัน ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ผลผลิตของสวนสามารถให้ผลผลิตได้ดี และสภาพแวดล้อมโดยรวม ทั้งสภาพอากาศและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ยังเอื้อต่อการทำเกษตรมากกว่าปัจจุบัน ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ดี ทำให้ครอบครัวสามารถสร้างรายได้จากสวนและค่อย ๆ สร้างฐานะทางการเงินให้มั่นคงขึ้น จากจุดเริ่มต้นที่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากสหกรณ์ ครอบครัวสามารถค่อย ๆ สร้างรายได้จนสามารถ หลุดพ้นจากภาระหนี้ และมีเงินทุนสำหรับพัฒนาสวนต่อไป


จาก17ไร่ สู่ 32 ไร่

เมื่อสวนเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น และครอบครัวมีเงินทุนสะสม ลุงอาคมจึงเริ่มขยายกิจการอย่างต่อเนื่องจากพื้นที่เริ่มต้นประมาณ 17 ไร่ ได้มีการซื้อพื้นที่สวนเพิ่มเติม จนมีพื้นที่รวมประมาณ 32 ไร่ พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สำหรับทำสวนส้มทั้งหมด ทำให้สวนมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถเพิ่มศักยภาพในการผลิตได้มากกว่าเดิม การขยายพื้นที่ในครั้งนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนไร่ แต่เป็นผลจากการสั่งสมประสบการณ์และความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมา 17 ไร่ในวันแรก กลายเป็น 32 ไร่ในเวลาต่อมา


การปรับตัวเมื่อโลกเปลี่ยนไป

สวนสามารถดำเนินต่อมาได้โดยไม่ได้พบกับวิกฤตครั้งใหญ่ในช่วงกลางของการทำสวน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหลัง พ.ศ. 2560 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลง จำนวนผู้ปลูกส้มเพิ่มมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดสูงขึ้น ขณะเดียวกันราคาส้มเริ่มลดลงและผลผลิตของสวนเริ่มมีแนวโน้มลดลง อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำสวนคือสภาพอากาศของประเทศไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่ลุงอาคมเริ่มทำสวน ทางสวนจึงเลือกใช้แนวทางที่เรียบง่ายแต่สำคัญ คือ การปรับตัวตามสภาพที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในสวนในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ ปรับวิธีการดูแลและการจัดการสวนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในแต่ละช่วง นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สวนได้รับจากประสบการณ์กว่า 20 ปีว่า การทำสวนไม่สามารถใช้วิธีเดิมได้ตลอดไป แต่ต้องเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกับธรรมชาติและตลาด


จากรุ่นผู้บุกเบิก สู่การส่งต่อ

ปัจจุบัน ลุงอาคม จองวงค์ อายุ 71 ปี และ นางบัวคำ ตุ่มอ้าย อายุ 66 ปี ได้เกษียณจากการทำงานในสวนอย่างเต็มตัวแล้วอย่างไรก็ตาม การเกษียณไม่ได้หมายความว่าทั้งสองคนจะห่างจากสวนไปโดยสิ้นเชิงปัจจุบัน ลูกสาวและสามีเป็นผู้ดูแลสวนอย่างเต็มตัว ขณะที่ลุงอาคมและภรรยายังคงทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด โดยนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายสิบปีมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป ในบางครั้ง ทั้งสองยังเข้าไปช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในสวนเท่าที่สามารถทำได้

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของเรื่องราว แต่เป็น การส่งต่อความรู้ ประสบการณ์ และสิ่งที่ครอบครัวสร้างขึ้นจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง


ทำไมสวนจึงยังใช้ชื่อ “สวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคม”

แม้ปัจจุบันผู้ดูแลสวนหลักจะเป็นลูกสาวและสามี แต่สวนยังคงใช้ชื่อ “สวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคม”

ชื่อดังกล่าวเป็นการให้เกียรติแก่ ลุงอาคม จองวงค์ ผู้บุกเบิกสวนตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่พื้นที่ 17 ไร่ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2546 จนกลายเป็นสวนส้มขนาด 32 ไร่ในปัจจุบัน ชื่อของลุงอาคมจึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ใช้เรียกสวน แต่เป็นตัวแทนของเรื่องราว ความพยายาม และประสบการณ์ที่ครอบครัวได้ร่วมกันสร้างขึ้น สวนยังคงรักษาชื่อนี้ไว้ เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้รู้ว่า จุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้มาจากไหน และใครคือคนที่ลงมือสร้างมันขึ้นมา


สิ่งที่เรายึดถือ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคมมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งด้านตลาด สภาพอากาศ วิธีการทำสวน และการส่งต่อหน้าที่ให้คนรุ่นใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม คือ ความตั้งใจในการดูแลสวนและพัฒนาผลผลิต จากอดีตที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันประสบการณ์เหล่านั้นถูกนำมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้การดูแลสวนสามารถพัฒนาต่อไปได้ เราจึงมองว่าสวนแห่งนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับปลูกส้ม แต่เป็นพื้นที่ที่รวมเอา ประสบการณ์ ความรู้ ความพยายาม และความผูกพันของครอบครัว ไว้ด้วยกัน


คำฝากจากลุงอาคม

“การทำสวนไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกอย่างต้องเรียนรู้จากการลงมือทำ ต้องรู้จักลองผิดลองถูก และปรับตัวไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นกว่าจะมาถึงวันนี้ สวนไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากความพยายามของครอบครัวและการค่อย ๆ สร้างมาตลอดหลายสิบปีวันนี้ถึงเวลาที่ผมจะได้พักจากการดูแลสวนด้วยตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แต่ความรู้และประสบการณ์ที่มี ยังสามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ ผมอยากให้สวนแห่งนี้เดินหน้าต่อไป และอยากให้ลูกหลานช่วยกันรักษาสิ่งที่ครอบครัวสร้างขึ้นมา ให้คนที่ได้กินส้มจากสวนของเราได้รับทั้งคุณภาพและความตั้งใจที่เราใส่ลงไป”


จากอดีต…สู่อนาคต

จากสวนส้มเล็ก ๆ บนพื้นที่ 17 ไร่ในปี พ.ศ. 2546 สู่สวนส้มขนาด 32 ไร่ในปัจจุบัน เรื่องราวของ สวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคม คือเรื่องราวของการค่อย ๆ สร้าง ค่อย ๆ เรียนรู้ และค่อย ๆ เติบโตวันนี้สวนกำลังก้าวเข้าสู่การบริหารโดยคนรุ่นใหม่ ขณะที่ประสบการณ์จากรุ่นผู้บุกเบิกยังคงถูกส่งต่ออยู่เบื้องหลังจากสองมือของลุงอาคมและภรรยา สู่มือของลูกสาวและครอบครัว นี่คือการเดินทางของสวนส้มสายน้ำผึ้งลุงอาคม และเรื่องราวบทต่อไปกำลังถูกเขียนขึ้นในทุก ๆ วัน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *